ข้อมูลโดยย่อ

หวานกรอบเค็มเหนียวเปรี้ยวนุ่มเผ็ดกรุบมันฟูขม
ทีมงานบันทึก

วงล้อรสลักษณ์ — รูปรสและสัมผัสของสาคูเปียก

ภาคกลาง

สาคูเปียก

Sago Pearls in Coconut Milk - เปียกสาคู, สาคูน้ำกะทิ, สาคูเปียกมะพร้าวอ่อน, สาคูเปียกข้าวโพด, ขนมสาคู, sakhu piak, sakoo piak, piak sakoo, sago in coconut milk, tapioca pearls in coconut cream

ยังไม่มีคะแนนรีวิว
คะแนนผู้ชม
แตะดาวเพื่อให้คะแนน

เม็ดสาคูเล็ก ๆ ต้มในน้ำเชื่อมใบเตยจนใสหนึบ แล้วราดหัวกะทิเค็มข้น ๆ เป็นขนมไทยโบราณตระกูลขนมเปียกที่กินได้ทั้งอุ่น ๆ และแช่เย็น

รู้จักสาคูเปียก

สาคูเปียกหรือที่คนเก่าเรียกว่าเปียกสาคู ทำจากเม็ดสาคูเม็ดเล็กซึ่งทุกวันนี้ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังเป็นหลัก เริ่มจากล้างเม็ดสาคูเพื่อชะแป้งส่วนเกินกันไม่ให้เละ ต้มน้ำให้เดือดจัดจริง ๆ ก่อนค่อยโรยสาคูลงไป ถ้าน้ำเพียงร้อนสาคูจะละลายเป็นแป้งเปียกทันที คนเรื่อย ๆ จนเม็ดใสเหลือไตขาวจุดเล็กตรงกลาง แล้วปรุงหวานด้วยน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลปึก ใส่ใบเตยมัดหนึ่งให้หอม จากนั้นเติมเครื่องตามชอบ ทั้งเนื้อมะพร้าวอ่อนขูด เผือกนึ่งหั่นเต๋า ข้าวโพดหวาน หรือลำไย เวลาเสิร์ฟตักใส่ถ้วยแล้วราดหัวกะทิที่เคี่ยวกับเกลือจนข้น ความเค็มมันของกะทิตัดกับความหวานของตัวสาคู ได้สัมผัสลื่นหนึบที่เป็นเอกลักษณ์ของขนมเปียกไทย

เรื่องเล่าและที่มา

ชื่อขนมมาจากคำว่าสาคู ซึ่งแต่เดิมหมายถึงแป้งที่ได้จากไส้ในลำต้นของปาล์มสาคูสกุล Metroxylon ประเทศไทยยังมีสาคูต้นแท้เหลืออยู่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะแถบอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ซึ่งต้องรอให้ต้นอายุราวแปดถึงสิบปีจึงโค่นมาขูดไส้ล้างแป้ง สาคูแท้เมื่อสุกจะออกสีชมพูจาง ๆ มีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้แห้งและเนื้อหนึบกว่าสาคูทั่วไป แต่ความจริงที่คนไทยควรรู้คือเม็ดสาคูที่ขายตามตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ตเกือบทั้งหมดในวันนี้ไม่ใช่แป้งสาคูแท้ หากเป็นแป้งมันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนการปั้นเม็ดในระบบอุตสาหกรรม การมาถึงของสาคูมันสำปะหลังราคาถูกนี่เองที่ทำให้สาคูเปียกกลายจากของหายากเป็นขนมถ้วยประจำวันในตลาดสดทั่วภาคกลาง

ที่มาของเรื่องเล่านี้
  • สาระของกองบรรณาธิการเชื่อมั่นปานกลางเรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ ginlen จากแหล่งอ้างอิง: https://cooking.kapook.com/view239436.html | https://www.wongnai.com/recipes/sago-in-coconut-milk | https://www.pim.in.th/thai-dessert/839-tapioca-pearl-pudding | https://krua.co/food_story/sago-plam - รวบรวมจากความรู้วัฒนธรรมทั่วไปโดยกองบรรณาธิการ

ระดับความเชื่อมั่นคือความชัดเจนของที่มาที่ระบุได้ ไม่ใช่การรับรองความถูกต้องทางประวัติศาสตร์

กินยังไงให้อร่อย

ตักสาคูใส่ถ้วยแล้วราดหัวกะทิเค็มตอนจะกิน อย่าราดทิ้งไว้เพราะกะทิจะถูกสาคูดูดจนแห้ง กินอุ่น ๆ ได้ความหอมกะทิเต็มที่ ส่วนหน้าร้อนนิยมแช่เย็นหรือใส่น้ำแข็งทุบ ตักให้ได้ทั้งสาคูและเครื่องในคำเดียวกัน

เพิ่มโดย ทีมงาน ginlen

มีขนมบ้านเกิดที่เรายังไม่มี? ส่งเข้ามาได้ ทีมงานตรวจสอบก่อนเผยแพร่และให้เครดิตผู้ส่ง ส่งเพิ่ม

วิธีเลือกซื้อ

สังเกตก่อนซื้อสาคูเปียก

ดูเม็ดสาคูต้องใสเป็นเม็ด ๆ แยกจากกัน ไม่จับตัวเป็นก้อนแป้งขุ่น น้ำเชื่อมต้องใสไม่ข้นเหนียวเกินไป หัวกะทิต้องขาวข้นไม่แยกชั้นและไม่มีกลิ่นเปรี้ยว ร้านที่ตั้งกะทิไว้กลางแดดนานควรเลี่ยง

วิธีเก็บและคืนความสด

เก็บและอุ่นคืนสาคูเปียกให้กลับมาอร่อยเหมือนใหม่

เก็บตัวสาคูกับหัวกะทิแยกกันคนละกล่อง แช่ตู้เย็นได้ราวสองถึงสามวัน ตัวสาคูจะแข็งตัวเมื่อเย็น อุ่นใหม่โดยเติมน้ำเล็กน้อยแล้วคนบนไฟอ่อน ส่วนกะทิอุ่นแยกและอย่าให้เดือดจนแตกมัน

ความปลอดภัยการกิน

ควรเคี้ยวให้ละเอียด

เม็ดสาคูลื่นและเหนียว เด็กเล็กมักกลืนทั้งเม็ดโดยไม่เคี้ยว ควรตักให้ทีละน้อยและดูแลใกล้ชิด

เด็กเล็กและผู้สูงอายุควรมีผู้ใหญ่ดูแลขณะรับประทาน

ขนาดบริโภคอ้างอิง

หน่วยบริโภค ~150 กรัม

โดยประมาณ ขึ้นกับสูตรและผู้ขาย

งานฝีมือ

ทำมือสูตรดั้งเดิม

คำถามที่พบบ่อย

คำตอบสำคัญเกี่ยวกับสาคูเปียกที่คนถามบ่อยที่สุด

สาคูที่ใช้ทำขนมนี้เป็นสาคูแท้จากต้นปาล์มไหม

ส่วนใหญ่ไม่ใช่ เม็ดสาคูที่ขายทั่วไปในไทยทุกวันนี้ผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง ส่วนสาคูแท้จากปาล์มสาคูยังมีอยู่บ้างทางภาคใต้แถบควนขนุน จังหวัดพัทลุง และหาซื้อยากกว่ามาก

ทำไมสาคูถึงละลายเป็นแป้งเปียกเวลาต้ม

เพราะใส่สาคูลงไปตอนน้ำยังไม่เดือดจัด ต้องรอน้ำเดือดพล่านจริง ๆ แล้วค่อยโรยสาคูพร้อมคนทันที และควรล้างแป้งส่วนเกินออกจากเม็ดสาคูก่อนต้มด้วย

สาคูเปียกใส่อะไรได้บ้าง

สูตรที่พบบ่อยคือใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน เผือกนึ่งหั่นเต๋า ข้าวโพดหวาน หรือลำไย บางสูตรใส่รวมกันหลายอย่างแล้วราดหัวกะทิเค็มเหมือนกัน

ตรวจทานล่าสุด 11 กันยายน 2569

รีวิวจากผู้ชิม

ยังไม่มีใครรีวิวสาคูเปียก

เป็นคนแรกที่รีวิว แล้วรีวิวของคุณจะได้ป้าย "รีวิวคนแรก" ติดถาวร

เข้าสู่ระบบเพื่อรีวิว

เราจำขนมที่คุณดูล่าสุดเพื่อแนะนำ (เก็บในเครื่องของคุณ)

ข้อมูลชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ชุดข้อมูลเปิดของกินเล่นไทย (CC BY 4.0)